ANTI AGEING

ทำไมเซลล์ต้นกำเนิดจึงมีประโยชน์ในการชะลอวัย?

การบำบัดรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) เป็นการรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดไปช่วยตรงเนื้อเยื่อที่เสียหายเพื่อรักษาอาการผิดปกติหรืออาการบาดเจ็บ เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ (Mesenchymal stem cells) เป็นเซลล์ที่ถูกใช้ในการรักษาแบบนี้มากที่สุด ซึ่งเซลล์ชนิดนี้เป็นเซลล์ที่พบในไขกระดูกและเป็นเซลล์ที่ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของเม็ดเลือดต่างๆแต่พบได้ในเนื้อเยื่อหลายชนิด

ANTI AGEING-01

เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์เป็นเซลล์ที่อยู่เป็นกลุ่มก้อน สามารถเพิ่มจำนวนได้ และมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงเซลล์เป็นเซลล์ชนิดอื่นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น สโตรมาของไขกระดูก (bone marrow stroma) เนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) กระดูกกระดูกอ่อน เอ็น กล้ามเนื้อลาย และบริเวณอื่นๆ

การบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด เป็นการใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์จากสายสะดือจากไขกระดูก และจากเนื้อเยื่อไขมัน เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) และรกแกะเพื่อต่อต้านริ้วรอยและคืนความอ่อนเยาว์

เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์นี้เป็นที่รู้จักและถูกใช้เพื่อการฟื้นฟูกระดูกมาเป็นเวลานานแล้ว และเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างมากในช่วงปลาย 1990s เนื่องจากพบหลักฐานหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์นี้สามารถที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่ได้หลากหลาย แม้เซลล์นี้จะเป็นเซลล์ต้นกำเนิดชนิดเต็มวัย (adult stem cell) โดยธรรมชาติ

นอกจากนี้ในช่วงต้นปี 2000 ยังมีการค้นพบว่าเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์นี้มีคุณสมบัติในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันซึ่งอาจทำให้เซลล์ชนิดนี้มีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune diseases) ได้ด้วย

ทำไมการใช้เซลล์ต้นกำเนิดถึงดีต่อการฟื้นฟูร่างกายผู้สูงวัย?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการวิจัยเรื่องการรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดเพิ่มขึ้นมากจากงานวิจัย แสดงให้เห็นว่าเซลล์ชนิดนี้ได้เปิดแนวคิดการรักษาแบบใหม่ๆ ในขณะที่วิธีการรักษาตัวเลือกอื่นไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดข้อจำกัดต่างๆ

แม้ว่าการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดนั้นจะใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์จากไขกระดูกเป็นมาตรฐานหลัก แต่ในปัจจุบันพบหลักฐานว่าเซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดืออาจมีข้อดีบางอย่างที่เหนือกว่าเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์จากไขกระดูก เช่นเดียวกับเซลล์ต้นกำเนิดชนิดอื่นๆที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมัน เอ็นยึดปริทันต์ (periodontal Ligament) และเนื้อเยื่อในฟัน

แล้วทำไมเซลล์ต้นกำเนิดถึงดีต่อการใช้รักษาต่อต้านการชะลอวัย?

กล่าวโดยสรุปคือการรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดนั้นเป็นการเน้นหนักไปในเรื่องความสามารถในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และทดแทนเนื้อเยื่อที่เสียหายซึ่งความสามารถเหล่านี้ล้วนดีต่อการรักษาต่อต้านริ้วรอยทั้งสิ้น
การทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ในการรักษามีดังนี้

– ช่วยส่งเสริมการเจริญของหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) โดยกระบวนการนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเนื้อเยื่อ
– ช่วยยับยั้งการอักเสบซึ่งช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น
– หลังจากช่วยให้บาดแผลหายแล้ว ยังช่วยลดขนาดของเนื้อเยื่อแผลเป็น เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ติดเชื้อ หรือแผลจากการบาดเจ็บของข้อต่อ
– รักษาเนื้อเยื่อที่เสียหาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูกลายเป็นเนื้อเยื่อปกติ
– บรรเทาอาการที่เกิดจากโรคเรื้อรัง
– ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านโรคร้าย
– ช่วยให้ระบบย่อยดีขึ้นและบรรเทาอาการท้องผูก
– เพิ่มความยืดหยุ่นให้ข้อต่อและหมอนกระดูก
– เพิ่มความยืดหยุ่นและความหนาของผิวหนัง
– ลดการสร้างเม็ดสีบนใบหน้า และเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิว
– ลดริ้วรอยทั้งแบบตื้นและลึก
– ดูแลผิวพรรณจากภายใน
– กระชับและลดขนาดรูขุมขน
– ลดอาการขอบตาคล้ำ

PRP Treatment

การฉีด PRP หรือ PRP Therapy ถือเป็นศาสตร์ใหม่ในวงการเวชศาสตร์ความงาม ซึ่งช่วยในเรื่องการฟื้นฟูเซลล์ ลดเลือนริ้วรอย และทำให้ดูอ่อนเยาว์ลง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูและซ่อมแซมสภาพผิว โดยการนำเลือดของคนไข้มาปั่นแยกชั้น (Centrifugation) ซึ่งใช้หลักการเดียวกันกับเทคนิคทางการแพทย์

ANTI AGEING-02

เมื่อเลือดของเราถูกแยกออกเป็นชั้นๆ ตามความเข้มข้นและชั้นที่เป็นเกล็ดเลือดเข้มข้นที่สุดคือ PRP หรือ Platelet Rich Plasma ในชั้นนี้มีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า Growth Factor เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ และได้ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้าง Collagen ให้ผิวหน้าดูอ่อนวัยและกระจ่างใสนั่นเอง

หลังจากที่สกัดได้เกล็ดเลือดเข้มข้นแล้วก็จะนำมาผสมกับสารธรรมชาติอย่าง Hyaluronic Acid หรือ HA แล้วฉีดกลับเข้าไปบนจุดที่ต้องการแก้ไข ทำให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูคอลลาเจนจากภายใน และสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ทำให้ริ้วรอยและร่องลึกค่อยๆ เติมเต็มจากภายใน ซึ่งเป็นการฟื้นฟูผิวตามกลไกธรรมชาติ

ANTI AGEING-03

ปัญหาเรื่องผิวของคนเรามักจะมาพร้อมกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน นั่นเพราะโครงสร้างของชั้นผิวที่มีคอลลาเจน และอิลาสตินคอยอุ้มอยู่เริ่มมีการหย่อนคล้อยและเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่หากได้รับการฟื้นฟูแล้วก็จะสามารถกลับมาเนียนนุ่มได้เช่นเดิม

ฉีด PRP มีข้อดีอย่างไร?

ผลที่ได้จากการทำ PRP คือ ผิวหนังที่เสื่อมสภาพได้รับการซ่อมแซม ทำให้ใบหน้ากระจ่างใสดูอ่อนวัยขึ้น และเห็นผลได้ชัดเจนประมาณ 2 อาทิตย์หลังการรักษา และเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผิวพรรณตึงกระชับ เนียนและอ่อนนุ่มขึ้น ซึ่งผลลัพธ์นี้อยู่ได้นานถึง 12-15 เดือน โดยเว้นระยะ 1-3 อาทิตย์ต่อครั้งในการทำ 

หลังการรักษาอาจจะมีอาการช้ำ และมีจุดบวมบ้างเล็กน้อยซึ่งจะค่อยๆ หายไปเองใน 1-2 วัน ผลการรักษาในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวพรรณ อายุและการดูแลรักษาหลังทำของคนไข้

ANTI AGEING-04
ANTI AGEING-05
หลังฉีด PRP ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

– สามารถประคบเย็นหรือสามารถทานยาแก้ปวดได้ แต่ต้องเป็นยาประเภท NSAIDs
– หลีกเหลี่ยงการทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ AHA หรือสาร Whitening อื่นๆ
– หลีกเลี่ยงการล้างหน้าภายใน 4-5 ชั่วโมงแรกของการรักษา
– หลีกเลี่ยงการนวดหน้า ขัดหน้าหรือถูกความร้อน อบไอน้ำ ซาวน่าหรือแสงแดด
– หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และออกกำลังกายอย่างหนัก
– ทาครีมบำรุงผิวได้ตามปรกติ

ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์
และบริการพิเศษจากเรา